เศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ไร้ราก และข้อเสนอ
เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยจะเป็นได้แค่ฝันหวาน หากไม่สามารถเข้าถึงรากทางวัฒนธรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสู่ความแตกต่างที่ยั่งยืนได้
เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) กำลังเป็นที่สนใจของประเทศไทยทั้งภาครัฐและเอกชน เห็นได้จากมีนโยบายรัฐ องค์กรต่างๆ นักธุรกิจ และแม้แต่ศิลปินหรือผู้สร้างสรรค์สื่อต่างๆออกมาพูดในประเด็นดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความ รู้ (สบร. - OKMD) มีนโยบายด้านนี้อย่างชัดเจน มีการจัด Creative Economy Forum อีกทั้งองค์กรลูกเช่น TCDC ได้มีการจัดประชุม จัดนิทรรศการที่นำมาจากต่างประเทศและในประเทศมากมายเกี่ยวกับประเด็นนี้ องค์กรมากมายกำลังจัดประกวดงานสร้างสรรค์มากมาย คนไทยกำลังคิดว่าทางออกหนึ่งของประเทศน่าจะเป็นการสร้างฐานเศรษฐกิจอันเกิดจากงานสร้างสรรค์ที่หลากหลาย โดยเฉพาะสื่อต่างๆ และยังขยายวงไปถึงวงการออกแบบที่หลากหลายตั้งแต่แฟชั่นไปจนถึงออกแบบเฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ ประเทศเช่นเกาหลี ญี่ปุ่น อิตาลี และฝรั่งเศส กำลังเป็นแนวทางที่หลายๆคนฝันใฝ่ว่าเมืองไทยน่าจะมั่นใจไปในทิศทางนี้

แต่สภาพความเป็นจริงของสถานะเมืองไทยเกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์นั้นยังน่าเศร้าอยู่มาก นิยามของเศรษฐกิจสร้างสรรค์นั้นองค์กรระดับโลกจำนวนมากให้ความหมายไปในทิศทางของเศรษฐกิจที่สามารถผลิตสินค้าต่างๆที่เป็นลิขสิทธิ์ทางปัญญา (Intellectual property right) ในวงการต่างๆโดยเฉพาะในส่วนของสื่อ ศิลปะ และการออกแบบ โดยการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์นั้นมักมองความสำเร็จไปที่ความสามารถจะส่งออกความสร้างสรรค์เหล่านี้ไปยังต่อประเทศได้อย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ
แต่ประเทศไทยนั้นแม้จะมีภาพยนต์และผลงานการออกแบบต่างๆที่เป็นที่ยอมรับในระดับโลก หรือภูมิภาคอยู่บ้างนั้น แต่ก็ยังมีอยู่น้อยมาก จนแทบจะเรียกได้ว่างานต่างๆที่ได้รางวัลหรือขายได้ในระดับโลกนั้นเกิดขึ้นเป็นส่วนน้อยจนน่าใจหาย และยังเป็นผลงานที่มีลักษณะเฉพาะกลุ่มมากๆ เช่น ภาพยนต์เชิงศิลปะเพียงไม่กี่เรื่อง ซึ่งยากต่อการขยายผลไปทั่วโลกเพื่อให้ได้มูลค่าทางเศรษฐกิจที่จะเป็นแรงสำคัญของประเทศได้ ขณะที่ภาพยนต์ส่วนใหญ่ที่ผลิตในประเทศนั้นก็ยังอยู่ในวังวนของการนำคณะตลกต่างๆมาขึ้นจอ สร้างเป็นภาพยนต์ เน้นตลกที่ยากต่อความเข้าใจของคนนอกประเทศ (อาจยกเว้นประเทศลาวซึ่งเข้าใจภาษาและวัฒนธรรมไทยเป็นอย่างดี) หรือไม่เช่นนั้นก็เน้นผี เซ็กซ์ และความรุนแรง ในลักษณะที่ไม่ได้มีความละเอียดหรือลึกซึ้งในทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่า ความแตกต่างมากพอและร่วมสมัยพอที่จะส่งออกไปขายได้อย่างกว้างขวาง ซ้ำร้ายเมื่อภาครัฐพยายามมีมาตรการจัดระดับความเหมาะสมของสื่อโทรทัศน์เพื่อดูแลเด็กเยาวชนไม่ให้ได้รับสื่อเสี่ยงก่อนที่จะมีภูมิคุ้มกันพอ ซึ่งเป็นแนวทางที่ทั่วโลกยอมรับไม่ว่าจะเป็นอังกฤษหรืออเมริกาก็ตาม บรรดาผู้ผลิตละครต่างๆก็พยายามทุกวิถีทางที่จะต่อต้าน เพราะกลัวว่าช่วงเวลาที่ปกติมีละครนั้นจะถูกกำหนดไม่ให้รุนแรงนั้น ก็จะไม่สามารถใช้วิธีขายความรุนแรง ขายนม ที่ทำกันง่ายๆได้อีกต่อไป
ในที่สุดการจัดระดับความเหมาะสมของสื่อโทรทัศน์แม้จะขึ้นเครื่องหมายอยู่ทุกวันแล้ว (เช่น ท ฉ ฯลฯ) แต่ในทางปฏิบัติก็แทบไม่ต่างอะไรจากเดิมอีกต่อไปเพราะมาตรฐานของกรมประชาสัมพันธ์นั้นไม่ได้มีความจริงจังอะไร ซึ่งย่อมจะทำให้วงการละครของไทยไม่สามารถพัฒนาไปให้มีความสามารถที่จะแข่งขันผลิตละครคุณภาพที่ขายเนื้อหาที่สนุกสนาน เช่นละครญี่ปุ่นหรือละครเกาหลีได้ เพราะหากช่องใดพยามยามทำละครคุณภาพ อีกช่องหนึ่งไม่ทำแต่ขายความรุนแรงและนมเหมือนเดิม ก็ย่อมจะมีความเสี่ยงที่คนทั่วไปก็จะเสพย์ติดความรุนแรง การตบตี และนมอยู่เช่นเดิม กติกาของภาครัฐที่จะทำให้ตลาดต้องแข่งขันกันบนฐานของคุณภาพก็เป็นหมันไปในที่สุด เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในวงการละครย่อมไม่มีทางเกิดได้อย่างเป็นระบบ
หากมองความสำเร็จของประเทศอื่นๆในการพัฒนาเศรษฐกิจที่สร้างสรรค์ มักจะมีอย่างน้อยสองประเด็นสำคัญ
ประเด็นแรกคือการบริโภคทางวัฒนธรรมในประเทศต้องมีพัฒนาการพอสมควร สามารถรองรับผลงานสร้างสรรค์ที่มีความพิเศษแตกต่าง มีบริบททางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งและมีเนื้อหาที่มีคุณค่าน่าติดตามได้พอสมควร (คล้ายแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง กล่าวคือต้องบริโภคเองได้ด้วยพอสมควร ไม่ใช่หวังพึ่งต่างประเทศเท่านั้น จึงจะทำให้ผู้สร้างสรรค์ผลงานเหล่านั้นอยู่ได้ด้วย) ซึ่งในประเทศไทย ตลาดของไทยยังแทบไม่สามารถรับสินค้าทางวัฒนธรรมที่มีเนื้อหาคุณภาพและลึกซึ้งได้เลย กลุ่มการบริโภคที่มีอยู่ก็เล็กเสียจนยากต่อการที่จะเป็นแจงจูงใจให้ใครมาผลิตสินค้าทางวัฒนธรรมเหล่านี้ออกมา
ประเด็นที่สองก็คือการที่สินค้าที่สร้างสรรค์เหล่านี้มักจะเกิดจากรากฐานทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมจากอิตาลี ฝรั่งเศส เกาหลี หรือญี่ปุ่น ต่างก็มีมิติบริบททางวัฒนธรรมที่นำมาพัฒนาให้ร่วมสมัยอยู่พอสมควร แม้กระแสวัฒนธรรมเกาหลีจะแรง แต่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของญี่ปุ่นนั้นแข็งแรงกว่ามากนักโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งความสนับสนุนจากภาครัฐมากมากดังในเกาหลี แต่เน้นคุณภาพและความพิเศษทางวัฒนธรรมเป็นจุดขาย ไม่ว่าจะเป็นสื่อเช่น การ์ตูน เพลง ภาพยนต์ และวรรณกรรม ล้วนแล้วแต่มีรากฐานความแตกต่างมาจากวัฒนธรรมญี่ปุ่นทั้งวัฒนธรรมดั้งเดิมและวัฒนธรรมเมืองทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการ์ตูนโดราเอมอนหรือแม้แต่โตโตโร (my best friend TOTORO) ซึ่งมีความเป็นญี่ปุ่นอย่างมากที่ผสมผสานวัฒนธรรมดั้งเดิม (เรื่องเล่า ตำนานต่างๆ) วัฒนธรรมเมืองร่วมสมัย (ชีวิตครอบครัวแบบญี่ปุ่น) ฯลฯ หรือแม้แต่ในวงการออกแบบของญี่ปุ่นนั้นมีรากทางวัฒนธรรมอยู่มากและสามารถนำมาปรับให้เข้ากับยุคสมัยจนเป็นที่ต้องการไปทั่วโลก


ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่ประเทศไทยควรมุ่งเน้นที่จะทำให้คนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่จะสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์สามารถเข้าถึงรากฐานทางวัฒนธรรมของตัวเองได้โดยง่าย และสามารถนำมาปรับใช้สร้างมูลค่าเพิ่มจนกลายเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมที่เป็นที่ต้องการของโลก แบรนด์ความเป็นไทยนั้นแท้จริงเป็นแต้มต่ออยู่แล้วในโลกตะวันตกเพราะมีความนิยมวัฒนธรรมไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดังนั้นการศึกษา กิจกรรม และการเข้าถึงเนื้อหาทางวัฒนธรรมที่หลากหลายและแตกต่างในประเทศจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นและสำคัญอย่างมาก ในหลายประเทศ เนื้อหาทางวัฒนธรรมทั้งหลายนั้นสามารถเข้าถึงได้โดยง่ายผ่านห้องสมุดดิจิตอลซึ่งในประเทศไทยยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น
กิจกรรมส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชนจึงควรตั้งอยู่บนการใช้รากฐานทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของชาติ นายทุนในเศรษฐกิจสร้างสรรค์ควรจะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในโครงการสร้างสื่อต่างๆที่มีรากทางวัฒนธรรมและมีคุณภาพพอที่จะขายได้เพื่อความสามารถในการแข่งขันและผลตอบแทนในระยะกลางถึงยาว (เพราะการลงทุนสร้างสินค้าทางวัฒนธรรมแบบประชานิยม เช่น หนังตลกนั้นแม้อาจได้กำไรระยะสั้นแต่ก็ไม่นำไปสู่ความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นของประเทศและธุรกิจเองในระดับระหว่างประเทศ) ภาคธุรกิจจำเป็นต้องลงทุนให้การศึกษาในการบริโภคสื่อวัฒนธรรมคุณภาพกับสังคมไทย และต้องยอมรอพอสมควรก่อนที่จะนำไปสู่ผลกำไร ซึ่งก็จะเป็นการสร้างตลาดในประเทศที่สามารถบริโภควัฒนธรรมที่มีรากและมีคุณภาพได้ ซึ่งย่อมเป็นรากฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ก่อนที่จะนำไปสู่การส่งออกในระยะต่อไป
สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งก็การที่คนไทยในวงการเศรษฐกิจสร้างสรรค์และผู้คนทั่วไปต้องเลิกดูถูกหรือแม้แต่รังเกียจรากวัฒนธรรมเราเอง เลิกควานหาความไฮโซในเมืองนอกแต่อย่างเดียว ไม่อย่างนั้นเราจะกลายเป็นเหมือนวิญญาณเร่ร่อน เป็นผีไม่มีศาล เพราะมัวแต่ไม่ยอมรับรากเหง้าตัวเอง หลงทางอยู่หน้าบ้านตัวเองอยู่ตลอดกาล
การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์นั้นเป็นงานระยะยาว ต้องเริ่มจากความรู้ความเข้าใจรากทางวัฒนธรรม การสร้างงานที่มีคุณภาพ การสร้างตลาดในประเทศที่จะรองรับได้ และสุดท้ายจึงจะนำมาซึ่งการส่งออกทางวัฒนธรรม หากสำเร็จจะสร้างความแตกต่างที่ยั้งยืนที่จะส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ยากที่ต่างชาติจะเลียนแบบได้ และยังส่งผลต่อคุณภาพประชากร และความมีศักดิศรีของคนไทยทั้งต่อตนเองและต่อโลกอีกด้วย

