โครงการบ้านเพื่อผู้มีรายได้น้อยและคนจนมูลค่า 9 พันล้านเหรียญสหรัฐ

Enterprise community partners ได้รับการขนานนามว่าเป็น “social enterprise of the year 2008” โดยนิตยสาร Fast Company ซึ่ง Enterprise เป็นองค์กรที่ให้ความบริการด้านเงินลงทุนทั้งการให้เปล่าและให้กู้ยืมผ่านทางเครื่องมือทางการเงินทั้งตราสารหนี้และตราสารทุน และให้ความช่วยเหลือด้านความเชี่ยวชาญทางเทคนิคในการพัฒนาโครงการ affordable housing (คล้ายโครงการบ้านมั่นคงในเมืองไทย) และการสร้างชุมชนที่ยั่งยืน

Enterprise community partners ซึ่งเป็นองค์กรระดับชาติที่ไม่แสวงหาผลกำไร และ Enterprise community investment, Inc. (ต่อไปนี้จะเรียกย่อว่า Enterprise) ซึ่งเป็นบริษัทที่แสวงหากำไร แต่ทั้งสองมีเป้าหมายหลักเดียวกันคือการพัฒนาที่อยู่อาศัยแก่คนยากจนและพัฒนาให้เป็นชุมชนที่ยั่งยืน

โครงการ affordable housing (คล้ายโครงการบ้านมั่นคงในเมืองไทย) ซึ่งปัจจุบันโครงการดังกล่าวได้มีเงินลงทุนกว่า 9 พันล้านเหรียญสหรัฐในชุมชนทั่วสหรัฐอเมริกา และสามารถช่วยเหลือชาวอเมริกันที่ขาดแคลนที่อยู่อาศัยได้กว่า 250,000 หลังคาเรือน แม้แต่ภายใต้วิกฤตเศรษฐกิจปัจจุบัน เหตุผลของความสำเร็จของโครงการ affordable housing คือการกระทำเพื่อสังคมโดยใช้นวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ และการเป็นต้นแบบของ green building

Enterprise ก่อตั้งเมื่อปี 1982 โดยนักช่วยเหลือสังคมชื่อ Jim Rouse และภรรยา Patty Rouse และมีผู้สนับสนุนอย่าง Edward Norton ซึ่งเป็นดาราและนักประพันธ์ฮอลลีวู้ด จุดประสงค์ของการก่อตั้งคือเพื่อพัฒนาแหล่งที่อยู่อาศัยในอเมริกา และเพื่อให้ทุกคนได้รับโอกาสเท่าเทียมกัน โครงการที่น่าสนใจของ Enterprise ได้แก่
Affordable housing เริ่มต้นจากความเชื่อพื้นฐานที่ว่าที่อยู่อาศัยเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ โครงการ affordable housing นี้เป็นโครงการที่เอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มผู้ที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง ผู้ใช้แรงงานที่ต้องการที่อยู่อาศัยที่อยู่ใกล้สถานศึกษาของบุตรหลาน คนชราที่ถูกทอดทิ้ง ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ผลที่ได้รับนอกจากบ้านที่ราคาถูกแล้ว ยังทำให้เกิดเป็นชุมชนที่น่าอยู่ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เกิดการสร้างงาน ส่งเสริมสุขภาพอนามัยและการศึกษาของคนในชุมชนอย่างยั่งยืนอีกด้วย

Green communities เป็นอีกโครงการของ Enterprise โดยจะให้เงินให้เปล่า เงินทุนกู้ยืม tax-credit equity และความช่วยเหลือด้านเทคนิคแก่ผู้พัฒนา low-income housing ที่ทำตามมาตรฐานเพื่อสิ่งแวดล้อม (Green criteria) เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนสร้างบ้านที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของผู้อยู่อาศัย ซึ่งเอกชนสามารถขายหรือปล่อยเช่าให้แก่คนจนได้ในราคาถูก
Supportive housing เป็นโครงการที่เน้นการสร้างบ้านให้แก่ผู้จำเป็นบางประการ เช่น ขอทานไร้ที่อยู่อาศัย ซึ่งโครงการดังกล่าวสามารถพิสูจน์แล้วว่าสามารถลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลซึ่งมาจากภาษีประชาชนประมาณ $16,000 ต่อปีต่อขอทานไร้ที่อยู่ 1 คนในการให้บริการด้านสุขภาพ โรงพยาบาล ที่พักอาศัย และเรือนจำ

หน้าที่ของ Enterprise คือเป็นตัวกลางการร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจเอกชน และภาครัฐที่มีเป้าหมายเหมือนกัน โดยจะใช้ financial innovationใหม่ๆเป็นเครื่องมือ การให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน และให้คำปรึกษาในการพัฒนาชุมชนเพื่อให้ประชาชนในชุมชนมีที่อยู่อาศัยและสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
หน้าที่หลักของ Enterprise มี 3 อย่างคือ

Connecting capital to communtiy หรือการจับคู่เงินทุนกับชุมชน โดยจะใช้เครื่องมือทางการเงินใหม่ๆ เช่น tax credit equity investments, predevelopment and long-term mortgage loans, leveraged grant-making ในการจับคู่เงินทุนให้กับชุมชน

Innovating solutions for community หรือการหาทางออกที่สร้างสรรค์แก่ชุมชน โดย Enterprise จะเป็นผู้นำในการนำ financial products ใหม่ๆมาทดลองใช้และจะขยาย scale ต่อไป

Transforming policy for long-term change หรือการเปลี่ยนแปลงนโยบายเพื่อการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว โดย Enterprise จะกระตุ้นให้ภาครัฐเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนในโครงการ affordable housing และครอบคลุมถึงการให้ชุมชนตระหนักถึง climate change และการลดการใช้พลังงานด้วย

แม้ว่าตัว Enterprise เองไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ผู้ที่มีส่วนร่วมและให้การสนับสนุน Enterprise นั้นมีผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น Warren Buffett และ Paul Allen ก็ได้ร่วมลงทุนใน Enterprise funds ส่วนดาราดังอย่าง Alicia Silverstone, Will Ferrell และ Don Cheadle ก็เข้าร่วมโครงการ Solar neighbor program ซึ่งเป็นโครงการที่ Enterprise ร่วมมือกับ BP solar ทำโครงการที่ช่วยติดตั้งระบบโซล่าให้ครอบครัวที่มีรายได้ต่ำเพื่อลดค่าไฟฟ้าในครัวเรือน ซึ่งจากสถิติสามารถลดค่าไฟฟ้าได้ถึง 30-80% นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากผู้มีชื่อเสียงในการทำให้พลังงานโซล่าเป็นที่นิยมมากขึ้น ทุกๆครั้งที่ผู้มีชื่อเสียงเหล่านี้ซื้อเครื่องผลิตไฟฟ้าระบบโซล่า 1 เครื่อง เครื่องผลิตไฟฟ้า 1 เครื่องแบบเดียวกันนี้ก็จะถูกติดตั้งให้แก่ครอบครัวที่มีรายได้ต่ำใน Los Angeles ใต้ โดยทาง BP solar จะมีเครื่องคำนวณต้นทุนการติดตั้ง และค่าไฟฟ้าที่ลดลง เรียกว่า Solar saving estimator แบ่งตามอาคารที่อยู่อาศัยหรืออาคารพาณิชย์ และตามรัฐ ซึ่งง่ายต่อการใช้งานและสามารถประมวณต้นทุนการติดตั้ง หักลบกับ tax benefit ต่างๆ และค่าไฟฟ้าที่ลดลงได้ทันที

เครื่องมือทางการเงินที่ใช้ใน Enterprise คือ Low-income-housing tax credit (LIHTC) ได้ถูกประกาศใช้ในปี 1986 ซึ่งทาง Enterprise เป็นผู้ริเริ่มและผู้สนับสนุนให้มีการประกาศใช้ tax credit อันนี้ขึ้น ซึ่งLIHTCเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการลงทุนในบ้านราคาถูก (affordable housing) โครงการบ้านราคาถูก จะไดัรับเครดิตภาษี (tax credits) และสามารถขายเครดิตภาษีนั้นให้แก่นักลงทุนเป็นการเพิ่มทุน ทำให้หนี้กู้ยืมเพื่อใช้ในการก่อสร้างลดลง เป็นผลให้เจ้าของโครงการสามารถปล่อยเช่าบ้านได้ในราคาถูกกว่าราคาตลาด เช่น Disney หรือ Deutsche bank ได้มีส่วนร่วมในการลงทุนในบ้านที่ราคาต่ำกว่าตลาดและสามารถได้เงินจากการลงทุนนั้น จำนวนเครดิตภาษีที่จะได้รับจะเท่ากับปริมาณเงินที่ใช้ในการลงทุนสร้างบ้านราคาถูก ทุกปีเป็นระยะเวลา 10 ปี ซึ่งทำให้ tax credit สามารถลดหย่อนได้มากกว่า

****ข้อคิดเห็นของทีมผู้เรียบเรียง: ดังนั้นแนวทางการพัฒนา Low income housing tax credit ในประเทศไทยนั้นจึงมีความน่าสนใจและอาจจะสร้างให้เกิดตลาดบ้านมั่นคงสำหรับผู้มีรายได้น้อยและคนจนได้โดยการสร้างแรงจูงใจทางภาษีให้ภาคเอกชน

เรียบเรียงจาก Fast Company's Edward Norton's 6 billion housing project โดย walaiphorn wajavuth
http://www.fastcompany.com/magazine/131/edward-nortons-9000000000-housin...